ประวัติศาสตร์การปฏิวัติในประเทศฝรั่งเศส

ประวัติศาสตร์การปฏิวัติในประเทศฝรั่งเศส

ประเทศฝรั่งเศส ประเทศที่โดดเด่นในหลาย ๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็น ภาษา ฟุตบอล แฟชั่น หรือที่เที่ยว โดยสถานที่ท่องเที่ยวในฝรั่งเศสยอดฮิตนั้นก็อยู่ในเมืองหลวงอย่างปารีส เช่น หอไอเฟล พระราชวังแวร์ซาย และพิพิธภัณฑ์ ทั้งนี้ ปารีสยังเป็นหนึ่งในเมืองที่มีประวัติศาสตร์ที่สำคัญ โดยครั้งหนึ่งเคยเกิดการปฏิวัติฝรั่งเศสขึ้น ซึ่งเหตุการณ์เป็นการล้มล้างอำนาจกษัตริย์ และได้มีการประหารกษัตริย์อย่างพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และพระนางมารี อองตัวเนตต์ โดยเครื่องกิโยติน เหตุการณ์ครั้งนี้ถือการเป็นว่าเหตุการณ์ที่ทั้งโลกต้องจดจำเลย เพราะไม่เคยเกิดเหตุการณ์นี้มีก่อน ถ้ารู้ว่าการปฏิวัติฝรั่งเศสนั้นมีเรื่องราวเป็นอย่างไรบ้าง เราไปดูกันเลย

การปฏิวัติครั้งยิ่งใหญ่ในฝรั่งเศส

การปฏิวัติฝรั่งเศส
การปฏิวัติครั้งยิ่งใหญ่ในฝรั่งเศส

เหตุการณ์การปฏิวัติฝรั่งเศสปี ค.ศ. 1789 ถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่โลกจะต้องจดจำเลยทีเดียว เพราะประชาชนชาวฝรั่งเศสได้ทำการล้มอำนาจของกษัตริย์ ซึ่งในตอนนั้นไม่มีประเทศไหนเคยทำมาก่อน อะไรที่เป็นชนวนที่ทำให้ชาวฝรั่งเศสตัดสินใจทำแบบนี้ เราไปดูกันที่สาเหตุการเกิดการปฏิวัติฝรั่งเศสครั้งนี้กันเลย

สาเหตุของปฏิวัติฝรั่งเศสปีค.ศ. 1789

การปฏิวัติฝรั่งเศส 1789
สาเหตุของปฏิวัติฝรั่งเศสปีค.ศ. 1789

การปฏิวัติฝรั่งเศส ในปีค.ศ.1789 หรือ การปฏิวัติใหญ่ฝรั่งเศส เป็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง การปกครองที่สำคัญเป็นอย่างมากในหน้าประวัติศาสตร์ของประเทศฝรั่งเศส เพราะได้มีการโค่นล้มอำนาจการปกครองของกษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และมีการสถาปนาการปกครองในระบอบรัฐธรรมนูญขึ้นแทนนั่นเอง โดยสาเหตุที่ทำให้เกิดการปฏิวัติครั้งใหญ่ประเทศฝรั่งเศสนี้ได้มีด้วย 3 สาเหตุดังนี้

ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ 

ประเทศฝรั่งเศสกำลังประสบภาวะฝืดเคืองทางเศรษฐกิจในตอนนั้น โดยทางฝรั่งเศสใช้จ่ายเพื่อทำการสงครามต่าง ๆ โดยเฉพาะในสงครามประกาศอิสรภาพของชาวอเมริกัน ในช่วงปีค.ศ.1776 – 1781 เพื่อเป็นการสนับสนุนให้ทางอเมริกาและอาณานิคมต่าง ๆ ต่อสู้กับประเทศอังกฤษ ด้วยเหตุนี้เอง ประเทศฝรั่งเศสในช่วงของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 จึงออกนโยบายจะเก็บภาษีอากรจากประชาชนเพื่อชดเชยรายจ่ายที่ได้สูญเสียไป และเหตุการณ์นี้ก็สร้างความไม่พอใจกับประชาชนในทุกกลุ่ม

ความเหลื่อมทางสังคม 

โครงสร้างทางสังคมของประเทศฝรั่งเศสในตอนนั้นมีการแบ่งชนชั้นอย่างชัดเจน โดยแบ่งจากฐานะของผู้คนในสังคม 2 กลุ่มใหญ่ คือ ชนชั้นอภิสิทธิ์และชนชั้นสามัญชน แต่ในทางปฏิบัติทางการจะแบ่งฐานะของพลเมืองออกเป็น 3 ชนชั้นหรือ 3 ฐานันดร ได้แก่

  • ฐานันดรที่ 1 คือ พระและนักบวชในคริสต์ศาสนา
  • ฐานันดรที่ 2 คือ ขุนนางและเหล่าชนชั้นสูงทั้งหลาย โดยทั้งสองฐานันดรนี้ล้วนแล้วเป็นชนชั้นอภิสิทธิ์ โดยมีจำนวนประมาณร้อยละ 2 ของจำนวนประชากรทั้งหมดในฝรั่งเศส ซึ่งกลุ่มคนเหล่าจะชีวิตความเป็นอยู่สะดวกสบายและหรูหรา
  • ฐานันดรที่ 3 คือ สามัญชน โดยผู้คนส่วนใหญ่จะเป็นชาวนาที่ยากจน และถูกขูดรีดภาษีอย่างหนักจากรัฐบาล ทั้งนี้ ยังรวมถึงพวกชนชั้นกลาง อย่างเช่น พ่อค้า ช่างฝีมือ และปัญญาชน

ความเสื่อมโทรมของระบอบการปกครองแบบเก่า

กษัตริย์ฝรั่งเศสในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์นั้นทรงมีพระราชอำนาจเป็นล้นพ้นไม่มีขอบเขตจำกัดและทรงอยู่เหนือกฎหมายของบ้านเมือง โดยเฉพาะในรัชสมัยของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 โดยมีหลายครั้งที่ทรงใช้อำนาจโดยไม่ฟังเสียงประชาชน และทรงไม่สนพระทัยการบริหารบ้านเมือง อีกทั้งยังทรงอยู่ภายใต้อิทธิพลของพระนางมารี อังตัวเนตต์ (Marie Antoinette) พระราชินี ซึ่งทรงนิยมใช้จ่ายในพระราชสำนักอย่างฟุ่มเฟือยอีกด้วย

เหตุการณ์การทลายคุกบัสตีย์ในปารีส

คุกบัสตีย์
เหตุการณ์การทลายคุกบัสตีย์ในปารีส

14 กรกฎาคม ปีค.ศ. 1789 เหตุการณ์การพังคุกบัสตีย์ที่ถูกพูดถึงจนปัจจุบัน เกิดขึ้นในยุคที่ฝรั่งเศสอยู่ภายใต้การปกครองของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 เมื่อท้องพระคลังถังแตก รัฐบาลฝรั่งเศสจึงสั่งเก็บภาษีจากประชาชนสูงขึ้น ทั้งที่ชาวบ้านแทบไม่มีจะกิน ขนมปังที่เป็นอาหารหลักก็ราคาขึ้นสูงอย่างไม่น่าเชื่อ พืชผลที่เก็บเกี่ยวก็ลดน้อยลงจากความแปรปรวนของสภาพอากาศ ส่งผลให้สภาพความเป็นอยู่ของผู้คนย่ำแย่กว่าที่เคยเป็นมา เมืองปารีสที่สวยงามกลับเต็มไปด้วยโจรผู้ร้าย ประชาชนโกรธแค้นกับความเป็นอยู่ที่มีแต่จะแย่ลงโดยไม่รู้จะไปลงกับใคร บางคนบุกปล้นจับเจ้าของร้านขนมปังมาแขวนคอ เพราะคิดว่าพวกเขากักตุนแป้งสาลี เหล่าปัญญาชนที่ไม่มีบรรดาศักดิ์ในการเรียกร้องให้รัฐบาลของกษัตริย์แก้ปัญหาปากท้อง และเมื่อมีเสียงวิจารณ์เพิ่มขึ้นจนกลายเป็นความกดดัน พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 จึงต้องเปิดประชุมสภาฐานันดรที่ไม่ได้จัดมาเป็นร้อยปีเพื่อหารือถึงปัญหาที่เกิดขึ้น

ในการประชุมสภาฐานันดรนั้นจะประกอบด้วยผู้คนทั้ง 3 ฐานันดร ซึ่งการประชุมในครั้งนี้ก็ไม่ได้ทำให้สถานการณ์บ้านเมืองดีขึ้น เนื่องจากการโหวตมติหรือนโยบายใด ๆ ถูกโหวตตามฐานันดรไม่ใช่รายบุคคล ถึงแม้ที่จำนานสมาชิกของฐานันดรที่ 3 จะมีเยอะที่สุด แต่นับเป็น 1 โหวตอยู่ดี จึงทำให้พวกเขาไม่มีวันชนะ เพราะฐานันดร 1 กับ 2 คิดไปในทางเดียวกัน และสาเหตุที่ทั้ง 2 ฐานันดรนี้มีความคิดเห็นตรงกันก็เพราะว่าได้รับการงดเว้นหลายอย่าง โดยเฉพาะการไม่ต้องเสียภาษี พวกเขาจึงไม่ต้องการการเปลี่ยนแปลงอะไร ๆ ทั้งสิ้น ต่างจากกลุ่มคนจากฐานันดรที่ 3 ที่ต้องแบกค่าใช้จ่ายจำนวนมาก ประกอบกับแนวคิดยุคปรัชญาแสงสว่างที่เข้ามายังฝรั่งเศสมากขึ้นเรื่อย ๆ แนวคิดที่ว่าคนทุกคนมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ได้สร้างความรู้สึกไม่ยุติธรรมแก่สามัญชน

จุดแตกหักครั้งสำคัญพาไปสู่การปฏิวัติการเมืองการปกครองฝรั่งเศสส่วนหนึ่งเกิดขึ้นเพราะพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 เรียกกองทหารผู้จงรักภักดีที่อยู่ต่างเมืองและต่างประเทศกลับมาประจำการยังปารีส ควบคู่กับพระราชโองการปลด ฌาค แนแกร์ (Jacques Necker) การกระทำของกษัตริย์สร้างความหวาดระแวงแก่ประชาชน ผู้คนเลยพากันออกมาเดินประท้วงทั่วปารีส จากการเดินประท้วงไร้อาวุธเริ่มพัฒนาสู่ความรุนแรงมากขึ้น เกิดการปะทะกันของกองทัพกับฝูงชน ประชาชนที่โกรธแค้นการใช้อำนาจของกลุ่มอนุรักษนิยมเริ่มบุกเข้าสถานที่ราชการ

หลังฝรั่งเศสเกิดความวุ่นวายต่อเนื่องหลายวัน วันที่ 14 กรกฎาคม 1789 ประชาชนราวหนึ่งพันคนวางแผนบุกเข้าไปยังคุกบัสตีย์เพื่อชิงปืนคาบศิลา ปืนใหญ่ และดินปืน ที่ถูกเก็บไว้จำนวนมากมาใช้ในการปฏิวัติฝรั่งเศสในครั้งนี้ เกิดการยิงใส่กันบริเวณทางเข้าเรือนจำ เหตุการณ์ชุลมุนในพื้นที่เรือนจำเริ่มตั้งแต่เช้ายาวถึงช่วงเย็น ฝ่ายทหารเฝ้าเรือนจำตัดสินใจยอมจำนน เพราะไม่อยากให้การต่อสู้ยืดเยื้อไปมากกว่านี้ ยอมเปิดประตูให้ชาวฝรั่งเศสกรูเข้าไปยังคุกบัสตีย์ ชาวบ้านที่โกรธแค้นตัดหัวผู้ดูแลคุกแห่รอบปารีส ปลดเปลื้องอดีตอันขื่นขมด้วยการทุบกำแพง ถอนอิฐออกทีละก้อน บางคนนำอิฐของเรือนจำไปขาย เพราะอิฐก้อนนี้คือสัญลักษณ์แห่งการกดขี่ที่กษัตริย์ฝรั่งเศสพึงกระทำต่อคนใต้ปกครอง และที่การบุกทลายคุกบัสตีย์ในตอนนั้นเป็นเพราะดินปืนที่เป็นสัญลักษณ์บ่งบอกว่าชาวฝรั่งเศสไม่ต้องการเห็นการใช้อำนาจโดยมิชอบของผู้ปกครองอีกต่อไป และรู้สึกอดสูกับการปกครองที่ไม่สนใจปากท้องความเป็นอยู่ของประชาชน

เหตุการณ์บุกเรือนจำสร้างความหวาดวิตกแก่กลุ่มขุนนางและราชวงศ์ ควบคู่กับปลดปล่อยกระแสการปฏิวัติให้กึกก้องไปทั่วแผ่นดิน จนท้ายที่สุดหลังจากความวุ่นวายจบลง จึงได้มีการร่างรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรฉบับแรกแห่งฝรั่งเศสเสร็จสมบูรณ์ในปี 1791 และฝรั่งเศสจึงเปลี่ยนจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นการเมืองการปกครองแบบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ

บุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ประเทศฝรั่งเศส

หากพูดถึงบุคคลสำหรับคำในประเทศฝรั่งเศส ใช้เวลาหนึ่งก็ยังระบุชื่อได้ไม่หมด เพราะบุคคลสำคัญในฝรั่งเศสมีเยอะมาก แต่ถ้าหากพูดถึงบุคคลที่สำคัญที่อยู่ในช่วงของการปฏิวัติฝรั่งเศส 1789 นั้น คงนึกชื่อได้ไม่กี่คน ซึ่งบุคคลสำคัญที่เราจะพูดถึงมีดังนี้

พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 (Louis XVI)

พระเจ้าหลุยส์ที่ 16
พระเจ้าหลุยส์ที่ 16

พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 กษัตริย์พระองค์สุดท้ายแห่งฝรั่งเศส ได้อภิเษกสมรสกับ พระนางมารีอ็องตัวแน็ต องค์หญิงจากออสเตรีย ขณะพระชนม์เพียง 16 พรรษา ซึ่งงานฉลองการแต่งงานจัดที่รอยัล โอเปราเฮาส์ ในพระราชวังแวร์ซาย ถือเป็นงานยิ่งใหญ่อลังการแห่งศตวรรษที่ 18 เลยทีเดียว เพราะเป็นงานแต่งงานเพื่อเชื่อมอำนาจของสองอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่แห่งยุโรป แต่สุดท้ายทั้งคู่ก็กลายเป็นจำเลยของประวัติศาสตร์ จากข้อกล่าวหาถึงชีวิตที่ฟุ้งเฟ้อ นิยมความหรูหรา และการใช้ทรัพย์สินในท้องพระคลังจนเกือบถึงขั้นล้มละลาย  ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องอยู่อย่างลำบากยากแค้น จึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองในฝรั่งเศส และภาพของการประหารชีวิตสายเลือดราชวงศ์บูร์บง (Bourbon) ที่สร้างความรุ่งเรืองที่สุดให้แก่อาณาจักรฝรั่งเศสได้กลายเป็นความสยดสยอง การประหารพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 เป็นเหตุการณ์ที่สั่นสะเทือนประวัติศาสตร์เป็นอย่างมาก โดยพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ถูกประหารชีวิตด้วยเครื่องกิโยติน ต่อหน้าสาธารณชน กลางจัตุรัสหลุยส์ที่ 15  หรือ กลางจัตุรัสกงกอร์ดนั่นเอง

พระนางมารี อองตัวเนตต์ (Marie Antoinette)

พระนางมารี อองตัวเนตต์
พระนางมารี อองตัวเนตต์

พระนางมารี อองตัวเนตต์ เจ้าของวลีเด็ด “Let them eat cake”หรือ “ถ้าไม่มีขนมปังก็ไปเค้กแทนซะสิ” มันคงจะเป็นเรื่องตลก หากเศรษฐกิจในประเทศฝรั่งเศสในตอนนั้นไม่ได้มีแต่จะแย่ลง แต่ทั้งนี้ เราก็ไม่มีหลักฐานเลยด้วยซ้ำไปว่า พระนางมารี อองตัวเน็ตต์ พระองค์นี้เคยตรัสเอาไว้อย่างนั้นจริง ๆ

พระนางมารี อองตัวเนตต์ ทรงเป็นองค์หญิงจากออสเตรีย พระนางได้ถูกสู่ขอให้ไปอภิเษกสมรสกับพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 เนื่องจากแต่เดิมฝรั่งเศสและออสเตรียเป็นปฏิปักษ์กัน การแต่งงานนี้จึงมีขึ้นหมายจะสานสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ การแต่งงานและย้ายไปอยู่ที่ฝรั่งเศสนั้นไม่ได้ราบรื่นนัก เพราะพระสวามีอย่างพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 เอง ก็มิได้สนใจพระนางอย่างที่สามีควรปฏิบัติต่อภรรยา พระองค์มักหนีไปออกป่าล่าสัตว์ ตามประสาชาย กว่าที่จะเริ่มมีสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาอย่างแท้จริง ก็ย่างเข้าในปีที่ 3 หลังการอภิเษกสมรส และหลังที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 15 แห่งฝรั่งเศสเสด็จสวรรคต พระนางมารี อองตัวเน็ตต์ ก็ได้ขึ้นเป็นพระราชินีแห่งฝรั่งเศส แม้จะขึ้นเป็นราชินีแล้ว แต่พฤติกรรมของพระนางก็ยังเหมือนเดิม

และหนึ่งในเรื่องอื้อฉาว คดีสร้อยพระศอ ที่มีช่างเพชรคนหนึ่งได้เรียกร้องเงินจำนวน 2,000,000 livres จากราชินี เป็นค่าสร้อยคอเพชร ที่พระคาร์ดินัล เดอ โรออง เป็นผู้ว่าจ้างให้ทำขึ้นในนามของราชินี มารี อองตัวเนตต์ ทว่าพระนางมิได้ทรงรู้เรื่องมาก่อน และพระนางก็ปฏิเสธไม่ยอมซื้อมันเสียด้วย ทำให้ชื่อเสียงของพระนางเสื่อมเสียเป็นอันมาก อย่างไรก็ดี จากการไต่สวนพระนางเป็นผู้บริสุทธิ์และผู้เสียหายในคดีนี้ แต่ทว่าข่าวคราวที่ออกไปถึงประชาชน กลับเป็นข้อมูลคนละด้าน ประชาชนไม่เชื่อและมองว่าราชินี มารี อองตัวเนตต์ มีความผิดจริง

จนกระทั่งการปฏิวัติฝรั่งเศสปะทุขึ้น ซึ่งไม่ว่าพระนางจะพยายามตอบแทนให้แก่ประชาชนผู้ยากไร้ โดยเงินส่วนพระองค์ ก็มิอาจสู้กระแสความเกลียดชัง ที่พวกปฏิวัติสร้างชุดข้อมูลมากรอกหูประชาชนได้ และในที่สุด เมื่อประชาชนลุกฮือเข้าวัง พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และพระนาง ก็ถูกคณะปฏิวัติจับตัว และเริ่มมีการสำเร็จโทษในที่สุด ในตอนสุดท้าย พระนางก็ถูกประหารชีวิตด้วยเครื่องกิโยตินพร้อมกับพระเจ้าหลุยส์ที่ 16

นโปเลียน โบนาปาร์ต (Napoleon Bonaparte)

นโปเลียน โบนาปาร์ต
นโปเลียน โบนาปาร์ต

นโปเลียน โบนาปาร์ต ผู้นำของจักรวรรดิฝรั่งเศส ภายหลังจากการปฏิวัติฝรั่งเศสปี ค.ศ. 1789 นโปเลียนก็ได้มีการยึดอำนาจและสถาปนาตนเองเป็นจักรพรรดิของฝรั่งเศส ทั้ง ๆ ที่นโปเลียนนั้นไม่ได้มีเชื้อสายของรางวงศ์ใด ๆ ทั้งสิ้น  นโปเลียนเกิดที่อะฌักซิโอที่อบู่บนเกาะคอฮ์สิกาพอเขาอายุได้ 9 ปี ก็ได้เดินทางไปเรียนที่โรงเรียนนายร้อยในปารีส และจบการศึกษาตอนอายุ 16 ปีเท่านั้น เขาได้รับตำแหน่งทันทีหลังเรียนจบ โดยที่เขาได้เป็นร้อยตรีในกองทหารปืนใหญ่ ในช่วงของการปฏิวัติในฝรั่งเศสปี ค.ศ.1789 เขาได้นำทัพเข้าสู่สงคราม และได้ฉายแววอยู่หลายครั้ง จนเขาได้กลายเป็นวีรบุรุษของฝรั่งเศส และได้รับการเลื่อนยศเป็นนายพลด้วยวัยเพียง 27 ปี เขาได้ไปทำการรบในหลาย ๆ ที่ ไม่ว่าจะเป็นที่อิตาลี หรืออียิปต์ ซึ่งก็ได้รับชัยชนะกลับมาทุกครั้ง หลังจากที่เขากลับมาจากการทำสงครามที่ประเทศอียิปต์นั้น เขาเริ่มสังเกตได้ว่าชาวฝรั่งเศสนั้นเริ่มชอบและความจงรักภักดีในตัวนโปเลียนมากแล้ว จึงทำให้เขารู้สึกถึงความสำคัญและยิ่งใหญ่ในตัวเอง และมีความคิดที่ว่าโชคชะตาของฝรั่งเศสอยู่ในกำมือของเขาแล้ว หลังจากนั้นนโปเลียนจึงได้ทำการสถาปนาตนเองขึ้นเป็นกษัตริย์นโปเลียนที่ 1 ซึ่งเป็นจักรพรรดิแห่งฝรั่งเศส ในปี ค.ศ.1804 จักรวรรดิฝรั่งเศสภายใต้การปกครองของจักรพรรดินโปเลียนที่ 1 เข้าสู่สภาพที่ระอุไปด้วยไอของสงครามอยู่ตลอดเวลา นโปเลียนไปขยายอำนาจของตนไปทั่วยุโรป แต่กองทัพของนโปเลียนนั้นเริ่มอ่อนแอลง นโปเลียนได้นำกองทัพฝรั่งเศสบุกไปยังรัสเซีย แต่ต้องถอยทัพกลับเพราะทนฤดูหนาวประเทศรัสเซียไม่ไหว และในปี ค.ศ.1814 กองทัพพันธมิตรประกอบด้วย รัสเซีย ปรัสเซีย ออสเตรีย และอังกฤษ ได้เคลื่อนทัพเข้าสู่ฝรั่งเศสและเข้าล้อมกรุงปารีส นโปเลียนต้องยอมจำนนและสละตำแหน่งจักรพรรดิแล้วหลบหนีไปอยู่ที่เกาะเอลบานั่นเอง

สถานที่ท่องเที่ยวในประวัติศาสตร์ประเทศฝรั่งเศส

หอไอเฟล (Eiffel Tower)

หอไอเฟล
หอไอเฟล

หอไอเฟลสิ่งก่อสร้างที่โด่งดังในฝรั่งเศส ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 กรุงปารีสได้เป็นเจ้าภาพจัดงานแสดงสินค้าโลกในปี ค.ศ. 1889 หอไอเฟลสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นสัญลักษณ์ของงานแสดงสินค้าโลก (Exposition universelle de Paris de 1889) เพื่อแสดงถึงความยิ่งใหญ่ของประเทศฝรั่งเศส ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ และความสวยทางศิลปะสถาปัตยกรรม ทั้งนี้ การสร้างหอไอเฟลนั้นยังทำเพื่อฉลองการครบรอบ 100 ปีการปฏิวัติฝรั่งเศสอีกด้วย ทางรัฐบาลฝรั่งเศสจึงได้จัดการประกวดออกแบบสิ่งก่อสร้างเพื่อใช้เป็นสัญลักษณ์ของงาน มีการส่งแบบเข้าประกวดถึง 100 บริษัท โดยบริษัทที่ได้รับเลือกจากทางกรรมการของปารีสคือแบบของบริษัทของนายกุสตาฟ ไอเฟล และได้ทำสัญญากับรัฐบาล โดยทางรัฐบาลฝรั่งเศสกำหนดที่ก่อสร้างไว้ริมแม่น้ำแซน ปลายสวนสาธารณะช็องเดอมาร์ หอไอเฟลสร้างเสร็จในปี ค.ศ. 1889 หอไอเฟลกลายเป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในโลกด้วยในขณะนั้น โดยแรกเริ่มนั้นหอไอเฟลถูกค่อนแคะจากชาวปารีสในเชิงไม่เห็นด้วยกับการก่อสร้าง ด้วยถูกมองว่าไม่สวยงาม จนถูกเรียกขานไปต่าง ๆ ในเชิงติดลบ และถึงขนาดเคยมีความคิดที่จะรื้อโครงสร้างออกด้วยเมื่อปี ค.ศ. 1909 เวลาเปลี่ยนความคิดคนก็เปลี่ยน เพราะในภายหลัง ชาวปารีสและชาวฝรั่งเศสกลับเริ่มชอบสถาปัตยกรรมที่มีรูปร่างแปลกนี้ จนในที่สุด คำสั่งที่จะรื้อถอนหอไอเฟลก็เป็นอันยกเลิกไป และกลายมาเป็นแลนด์สำคัญของฝรั่งเศสแบบในปัจจุบัน

พระราชวังแวร์ซาย (The Palace of Versilles)

พระราชวังแวร์ซาย
พระราชวังแวร์ซาย

พระราชวังแวร์ซาย พระราชวังแสนโอ่อ่าแห่งนี้ตั้งอยู่ที่เมืองแวร์ซาย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกรุงปารีส ตัวอาคารทุกส่วนสร้างด้วยหินอ่อนละเมียดสีขาว โดยเป็นสถาปัตยกรรมตะวันตกแบบบาโรค และรอคโคโค ตกแต่งอย่างวิจิตรตระการตาด้วยลวดลายอันอ่อนช้อยบรรจง พระราชวังแวร์ซายแห่งนี้มีเนื้อที่ทั้งหมด 5,000 ไร่ โดยแบ่งออกเป็น 5 ส่วนหลัก ๆ ได้แก่ ด้านในราชวัง, ห้องกระจก, The Gardens, The Estate of Trianon, แและ The Park

ในส่วนของด้านในของพระราชวังนั้นมีห้องอยู่มากมายถึง 700 ห้อง ไม่ว่าจะเป็น ห้องบรรทม, ห้องเสวย, ห้องสำราญ และห้องพำนักต่าง ๆ และมีการจัดแสดงภาพวาดรวมกันถึง 6,123 ภาพ ทั้งนี้ ยังงานแกะสลักอีก 15,034 ชิ้น นอกจากนี้ พระราชวังยังมีการติดตั้งหน้าต่าง 2,153 บาน บันได 67 อัน และเตาผิงกว่า 1,315 เตา และถึงแม้พระราชวังแห่งนี้จะมีห้องมากมาถึง 700 กว่าห้อง แต่กลับไม่มีห้องน้ำซักห้องเลย และจุดเด่นที่ทำให้ราชวังแห่งนี้ดูโอ่อ่าเลยก็คือ การประดับตกแต่งด้วยโคมไฟระย้าในทุก ๆ จุดนั่นเอง เป็นสิ่งที่หรูหราควรค่าแก่การยกย่องให้เป็นพระราชวังที่งดงามล้ำค่าที่สุดแห่งหนึ่งของโลกจริง ๆ

ส่วนต่อไปก็คือห้องกระจก (The Hall of Mirrors) เป็นห้องที่ใหญ่ที่สุดในพระราชวัง และมีชื่อเสียงโด่งดังมากที่สุด โดยห้องกระจกแห่งนี้สร้างด้วยกระจกบานยักษ์ใหญ่เจียรไนสุดวิบวับทั้งหมด 17 บาน เมื่อเปิดออกมาจะพบเห็นมุมที่สวยที่สุดของสวนแวร์ซาย เป็นมุมที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทรงควบคุมการก่อสร้างเองทั้งหมดเลย ทั้งนี้ห้องกระจกแห่งนี้ ยังเคยใช้เป็นห้องลงนามในสัญญาสงบศึกระหว่างสัมพันธมิตรกับจักรวรรดิเยอรมัน ในสงครามโลกครั้งที่ 1 (สนธิสัญญาแวร์ซาย) ด้วย และใช้เป็นที่ลงนามเมื่อครั้งเยอรมนีบุกตีชนะฝรั่งเศสในสงครามโลกครั้งที่ 2 รวมถึงใช้ต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองของฝรั่งเศสเลย

ต่อไปเป็นอุทยานแวร์ซาย (The Gardens) เป็นสถานที่ที่มีอาณาบริเวณกว้างขวางที่สุดในพระราชวังแวร์ซาย โดยจะรายล้อมด้วยสวนสวย และตกแต่งให้มีลวดลายวกวนเหมือนเขาวงกต ประดับประดาด้วยต้นไม้ สวนดอกไม้แบบเรขาคณิต มีประติมากรรมสัมฤทธิ์และหินอ่อนปั้นโดยได้รับแรงบันดาลใจจากเทพนิยายกรีกโรมัน โดดเด่นด้วยน้ำพุจากเทพนิยายกรีก (Fountain of Latona) ซึ่งทำให้สวนแห่งนี้สวยเป็นอย่างมาก

ทั้งนี้ พระราชวังแวร์ซายแสนโอ่อ่าแห่งนี้ ยังมีพระตำหนักเล็ก ๆ ของพระนางพระนางมารี อองตัวเนตต์ด้วย และพระองค์ยังมีสวนดอกไม้ส่วนตัวในบริเวณนั้น พระตำหนักเล็กของพระนางพระนางมารี นั้นตั้งอยู่ท่ามกลางหมู่บ้านชนบทที่เงียบสงบ ซึ่งเป็นที่สถานที่โปรดเป็นอย่างมาก โดยที่พระนางจะมาพักผ่อนคลายเครียด และใช้ชีวิตเรียบง่ายแบบคนธรรมดาทั่วไปที่นี่นั่นเอง

พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ (Louvre Museum)

พิพิธภัณฑ์ลูฟร์
พิพิธภัณฑ์ลูฟร์

พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ พิพิธภัณฑ์ที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากของประเทศฝรั่งเศส โดยผลงานที่นำจัดแสดงนั้นเป็นผลงานที่เก่าแก่และยิ่งใหญ่เป็ยอย่างมาก จึงทำให้เป็นพิพิธภัณฑ์ลูฟร์แห่งนี้เป็นสถานที่ที่มีความสำคัญระดับโลกเลยทีเดียว พิพิธภัณฑ์ลูฟร์เดิมทีเป็นพระราชวังลูฟร์ ซึ่งก่อตั้งขึ้นโดยพระเจ้าฟิลิปที่ 2 และปัจจุบันพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ก็กลายเป็นสถานที่เก็บรักษาผลงานศิลปพที่ทรงคุณค่าไว้มากกว่า 400,000 ชิ้น โดยนำมาจัดแสดงให้ชมเพียง 40,000 ชิ้นเท่านั้น โดยผลงานศิลปะในพิพิธภัณฑ์ส่วนใหญ่นั้นเป็นผลงานของกษัตริย์ ซึ่งได้มาจากการชนะสงครามต่าง ๆ นั่นเอง

พิพิธภัณฑ์ลูฟร์นั้นเปิดประชาชนเข้าชมผลงานศิลปะมากมายครั้งแรกเมื่อปีค.ศ. 1793 ซึ่งอยู่ในสมัยของจักรพรรดินโปเลียน ช่วงที่ประเทศฝรั่งเศสยังเป็นจักรวรรดิฝรั่งเศส โดยได้มีการจัดแสดงงานศิลปะที่สำคัญระดับโลกไว้อย่างมหาศาลจน และในปัจจุบันนี้เป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวที่หลงไหลในความสวยงาม ไม่ว่าจะเป็นผลงานจิตรกรรม หรือผลงานประติมากรรม นั่นเอง โดยผลงานจิตรกรรมชื่อดังที่ในมาเที่นวที่พิพิธภัณฑ์ลูฟร์จะต่างมาเชยชมก็คือ ภาพวาด Mona Lisa ผลงานโด่งดังของ Leonardo da Vinci ศิลปินชาวอิตาเลียน โดยภาพ โมนาลิซ่า นั้นเป็นภาพวาดของหญิงสาวที่ถ่ายทอดอารมณ์ได้อย่างหลากหลาย และมีจุดเด่นตรงรอยยิ้มที่มุมปากกับดวงตาที่มีเสน่ห์ราวกับมีชีวิตสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ชมศิลปะชิ้นนี้ได้ และในส่วนของผลงานประติมากรรมเด่น ๆ เลยก็คือรูปสลัก Nike Winged Victory of Samothrace เทพีแห่งชัยชนะรูปสลักนางฟ้ามีปีกบนเรือหินอันสง่างาม โดยรูปสลักนี้มีอายุประมาณ 190 ปีก่อนคริสตศักราช เป็นอนุสรณ์แห่งชัยชนะของกรีซในการรบที่ซาโมเทรซ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งผลงานที่ต้องไปดูให้เห็นกับตาเลย หากคุณได้ไปที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้

ก่อนที่ประเทศฝรั่งเศสจะกลายมาเป็นประเทศมีการปกครองแบบที่ใคร ๆ ก็อิจฉานั้น  ฝรั่งเศสก็เคยตกลงอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่เหมือนกัน ด้วยควาเหลื่อมล้ำที่มีอยู่มากในสังคม จนทำประชาชนที่อดอยากปากแห้งลุกฮือขึ้นมาทำการเปลี่ยนแปลงขึ้น และได้เกิดการประหารราชวงศ์อย่างพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และพระนางมารี อองตัวเนตต์ แต่ถึงกระนั้น ฝรั่งเศสก็ยังไม่ได้ดีขึ้นมากนัก เพราะมีการสถาปนาตนของนโปเลียน โบนาปาร์ต ทำให้ฝรั่งเศสกลับไปอยู่ในการปกครองแบบจักวรรดิ แต่ยุคนโปเลียนก็อยู่ได้ไม่นาน และฝรั่งเศสเริ่มดีขึ้น และได้มีการสร้างหอไอเฟลเพื่อเป็นการฉลองการครอบรอบการปฏิวัติฝรั่งเศส 100 ปี จนกลายมาเป็นแลนด์มาร์คสำคัญในฝรั่งเศสอย่างตอนนี้ ทั้งนี้ ยังได้มีพระราชวังแวร์ซาย และพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ ที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวในประวัติศาสตร์ ที่ใครก็ตามที่มาฝรั่งเศสแล้วต้องไปให้ได้